ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2012-06-10

By: สันติ แดงเรือน.

Suksa Thepareeหัวข้อ : คิดให้ดีก่อนพูดและทำ
1 ซามูเอล 26:1-12

โดย ศจ.สันติ แดงเรือน

    หญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตไปไม่นานคนหนึ่ง ได้พาลูกๆ 3 คนย้ายไปอาศัยที่เมือง คริสเตียน เมืองหนึ่งในอเมริกา เมื่อย้ายเข้ามาใหม่ ผู้คนต่างแสดงความเห็นใจและต้อนรับอย่างอบอุ่น ทำให้หญิงหม้ายกับลูกทั้งสามคนประทับใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง คำพูดไร้สาระเริ่มแพร่ไปทั้งเมือง

    ประการแรก: หญิงหม้ายผู้นี้ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เคยทำงานบ้านเลย หากไม่มีใครพาลูกๆ ของนางไปรับประทานอาหาร นางก็ไม่เคยทำอาหารให้ลูกรับประทาน แต่กลับให้เงินไปหาซื้อกินเองข้างนอก หรือซื้อขนมปังแบบง่ายๆรับประทานกัน

    ประการที่สอง: เมื่อลูกๆ ออกนอกบ้านแล้วหญิงหม้ายผู้นี้มักติดต่อกับชายแปลกหน้าสามคนเป็นประจำ สามีเพิ่งตายไปไม่นาน ไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ ประการที่สาม: หญิงหม้ายคนมี้ไม่เคยมีงานทำเลยในแต่ละวัน ไม่ยอมไปสมัครงานที่ไหน จะใช้เวลาอ่านหนังสือที่บนโซฟา ผู้คนพากันคิดว่า ถ้าไม่ใช่หนังสือทางเพศคงเป็นพวกนวนิยายรัก ไม่เช่นนั้น นางคงไม่อ่านอย่างมีรสชาติเช่นนี้ 

    บ้านของหญิงหม้ายผู้นี้ไม่มีรั้ว ผนังห้องรับแขกด้านหนึ่งทำด้วยกระจก ดังนั้น พวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจึงมักมาเมียงมอง แล้วพากันพูดนินทาไปต่างๆ นานา คนที่เคยเห็นใจในความทุกข์ยาก ก็กลับมองว่านางเป็นหญิงชั่วจนกระทั่งวันหนึ่ง นางเป็นลมฟุบลงในบริเวณที่ทำการไปรษณีย์ระหว่างไปรับจดหมายลงทะเบียนฉบับหนึ่ง เมื่อพวกเพื่อนบ้านช่วยกันพยุงนางเข้าไปในบ้าน จึงได้พบความจริงว่า แท้จริงหลังจากสามีตายไปไม่นาน นางพบว่าตนเองเป็นเนื้อร้ายที่รักษาไม่หาย ทำให้สุขภาพของนางทรุดโทรม และไม่สามารถทำงานบ้านได้ โดยเฉพาะเมื่อหมดฤทธิ์ยา นางจะมีอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้ลูกๆ เห็นสภาพอันน่าเวทนานี้ นางจึงพยายามให้พวกเขาไปซื้ออาหารข้างนอกรับประทาน ส่วนผู้ชายแปลกหน้าที่มาหาเป็นประจำนั้น คนหนึ่งเป็นหมอที่มาฉีดยาให้ อีกคนหนึ่งเป็นน้องชายสามีของนาง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นทนายความ ซึ่งหญิงหม้ายผู้นี้กำลังทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดพร้อมทั้งลูกทั้งสามคนให้กับน้องชายสามี สำหรับหนังสือที่นางอ่านไม่ได้ขาดนั้น ล้วนเป็นหนังสือหนุนใจฝ่ายจิตวิญญาณทั้งสิ้น

การคิดให้ดี ให้รอบคอบก่อนพูดและทำ เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันของคริสเตียนเรา เพื่อเราจะมีบุคลิกและมีชวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า 

เนื้อหา

    ดาวิดมีประสบการณ์ ในการรู้จักยับยั้งชั่งใจ การเชื่อฟังต่อกฏเกณฑ์ ขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า ท่านไม่แตะต้องคนที่พระเจ้าทรงเจิม สองครั้งที่ดาวิดมีโอกาสปลิดชีวิตกษัตริย์ซาอูลาทั้งที่ถูกตามล่าอย่างไม่ลดละเพื่อปกป้องบัลลังค์ของตนเอง ซาอูลทราบว่าดาวิดซ่อนตัวอยู่ที่ใด ท่านจึงนำพลที่คัดแล้วถึง 3,000 คนล่าดาวิดที่แถบภูเขาฮาคิลาห์และ ที่ศิฟนี้เป็นอีกครั้งที่พระเจ้าทรงช่วยให้ดาวิดพ้นจากเงื้อมมือของซาอูลราวกับปาฏิหารย์ คราวนี้ดาวิดไปกับอาบีชัย ทหารชำนาญศึก น้องชายของโยอาบ ดาวิดเข้าไปใกล้กษัตริย์ซาอูลอย่างมาก จนสามารถขโมยเหยือกน้ำดื่มและหอกประจำตัวไป และมันเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ดาวิดไม่แตะต้องคนที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ท่านบอกกับอาบีชัยที่ขันอาสาแทงซาอูลด้วยหอกเพียงครั้งเดียวก็พอ(8) ว่า “ขออย่าทำลายพระองค์เลย เพราะผู้ใดเล่าจะเหยียดมือออกต่อสู้ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเจิมไว้ และจะไม่มีความผิด” (9) เมื่อข้ามหุบเขาไปแล้วจึงตะโกนเรียกแม่ทัพของซาอูลว่า “...ทำไมท่านไม่เฝ้าพระราชาเจ้านายของท่านไว้ให้ดี...” คราวนี้ซาอูลยอมเลิกตามล่าชีวิตดาวิด เพราะรู้ว่าพระเจ้าปกป้องชีวิตของดาวิด

    ดาวิดไม่ยอมทำความผิดซ้ำอีกเหมือนในครั้งแรกที่ซาอูลติดตามไล่ล่าที่ดินแดนฟิลิสเตียนั้น มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งที่นั่น และซาอูลก็เสด็จเข้าไปส่งทุกข์ ฝ่ายดาวิดกับคนของท่านนั่งอยู่ ที่ส่วนลึกที่สุดของถ้ำ ดาวิดได้ตัดชายฉลองพระองค์ของซาอูล (1 ซมอ. 24.1-7) นั่นเป็นการตัดสินใจด้วยตนเองไม่ยับยั้งชั่งใจรอคอยพระเจ้า ดาวิดเสียใจในการแก้ปัญหาโดยที่ไม่คิดให้ดีเสียก่อนลงมือตัดชายฉลองของซาอูล ดาวิดมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งที่ศิฟ และได้คืนหอกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายให้แก่ซาอูล แต่เหยือกน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตนั้นไม่ได้คืนให้ ดาวิดมั่นใจว่ากษัตริย์ซาอูลเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ เมื่อท่านทำผิดพระเจ้าจะทรงลงโทษหรือประหารท่านเอง ไม่ใช่ธุระของดาวิด แต่ดาวิดควบคุมตนเองไม่ให้ทำบาปต่อพระเจ้า แต่รอคอยพระเจ้า มอบการนั้นไว้กับพระเจ้า

    ดาวิดเรียนรู้ความเย่อหยิ่ง การพึ่งกำลังของตนเอง พึ่งแสนยานุภาพของกองทัพและผลของมัน ใน 2 ซามูเอล 24 และ 1พงศาวดาร 21 ดาวิดสั่งแม่ทัพนับจำนวนอิสราเอล ซึ่งโยอาบ แม่ทัพคู่ใจได้ทักท้วงคัดค้านแล้ว แต่ก็ต้องยอมเพราะสิทธิอำนาจของกษัตริย์ มีจำนวนทหารแข็งกล้าแปดแสนคน ผู้ซึ่งชักดาบ และ คนยูดาห์มีห้าแสนคน ขณะที่โยอาบออกไปนับนั้นดาวิดก็ได้สำนึกผิดที่ได้สั่งการครั้งนี้ โดยเจตนาไม่ถวายเกียรติพระเจ้า ต้องการผลงานเป็นของตนเอง พึ่งกำลังกองทัพ ไม่วางใจในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะกาด มาแจ้งการลงโทษแก่ดาวิด 'สามประการ คือหนึ่ง เกิดกันดารอาหารในแผ่นดินเจ็ดปี สอง ดาวิดต้องหนีศัตรูสิ้น เวลาสามเดือนด้วยเขาไล่ติดตาม สาม โรคระบาดเกิดขึ้นใน แผ่นดินสิ้นสามวัน แล้วพระเจ้าจึงให้โรคระบาดเกิดขึ้นในอิสราเอล ตามเวลากำหนด และประชาชนตาย เจ็ดหมื่นคน พระเจ้าทรงเอาการกระทำ คำพูดของเราเข้าสู่การพิพากษาของพระองค์ไม่ว่าดีหรือชั่ว (ปัญญาจารย์ 12:14) ทุกคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง มิใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตนเอง (กาลาเทีย 6:4-5)

    แต่ละวันเรามีเรื่องมากมายที่เข้ามากระทบจิตใจ ไล่ล่าความรู้สึก อารมณ์ ความเป็นตัวเองของเรา ทำให้เรามีความรู้สึกถูกคุกคามสูญเสียปลอดภัย เราจึงรีบปกป้องตนเองด้วยการโต้ตอบโดยไม่ได้ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงนำ เราไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อนที่จะพูดอะไรๆ ออกไปและไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อนที่จะทำในสิ่งนั้นๆ ไม่ต้องตกใจที่ท่านเคยทำสิ่งนั้น ทุกก็เคยทำสิ่งนั้น เพราะเราเป็นมนุษย์ที่มีความอ่อนแอเหมือนกัน แต่เราสามารถรับการช่วยกู้จากพระเจ้าได้ ด้วยการยอมสละความเป็นตัวตนของเรา ยอมมอบการหุนหันพลันแล่น ปากไวใจเร็วไว้ที่กางเขนของพระเยซูคริสต์ ถวายชีวิตแด่พระเจ้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จิตใจ เราก็จะได้รับอุปนิสัยที่สร้างขึ้นใหม่ที่เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราต้องรู้จักบังคับตนเอง ซึ่งหมาย ความสามารถควบคุมคำพูด ความคิด และการกระทำของเราให้อยู่ในกรอบ ให้อยู่ภายใต้ความต้องการของเรา เราต้องระมัดระวังความคิด คำพูด การกระทำให้อยู่ในขอบเขตคือไม่พูดหรือกระทำสิ่งใดออกมาโดยปราศจากการควบคุม สุภาษิต 16.32 กล่าวว่า “บุคคลผู้โกรธช้าก็ดีกว่าคนมีกำลังมาก และบุคคลผู้ปกครองจิตใจของตนเองก็ดีกว่าผู้ที่ตีเมืองได้” “บุคคลที่รักษาปากและลิ้นของตน ก็รักษาตัวเขาเองให้พ้นความลำบาก” (สุภาษิต 21:23) “คนที่ปราศจากการปกครองตนเอง ก็เหมือนเมืองที่ปรักหักพังและไม่มีกำแพง” (สุภาษิต 25:28) “คนมีปัญญาก็ระวังตัวและหันเสียจากความชั่วร้าย แต่คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า” (สุภาษิต 14.16) “ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูดช้าในการโกรธ” (ยากอบ 1.19) “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น...จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน...” (มัทธิว 7:1-2,12)

    ข้อความที่น่าใคร่ครวญในสิ่งดีที่พระเจ้าทรงสร้างไว้เพื่อเราเพื่อจะไม่เผลอทำเกินขอบเขตน้ำพระทัยพระเจ้า

  • การพักผ่อนร่างกายกลายเป็นความเกียจคร้าน ความเงียบกลายเป็นการไม่สื่อสาร
  • ความสามารถในการสร้างกำไรกลายเป็นความละโมบ 
  • ความสนุกสนานในชีวิตกลายเป็นความเสเพล 
  • ความเพลิดเพลินฝ่ายร่างกายกลายเป็นการหมกมุ่นในราคะตัณหา
  • ความสนใจทรัพย์สมบัติของคนอื่นกลายเป็นความโลภ
  • ความเอร็ดอร่อยกลายเป็นความตะกละ การดูแลตนเองกลายเป็นความเห็นแก่ตัว 
  • การสื่อสารกลายเป็นการนินทา ความระมัดระวังกลายเป็นความไม่เชื่อและความกลัว
  • ความมั่นใจกลายเป็นความไม่ไวต่อความรู้สึกของคนอื่น 
  • ความโกรธกลายเป็นความเดือดดาลและฉุนเฉียว 
  • ความรักเมตตากลายเป็นการถนุถนอมเกินควร การวินิจฉัยกลายเป็นการวิจารณ์ 
  • มิตรภาพในเพศเดียวกันกลายเป็นรักร่วมเพศ ความงดงามทางเพศกลายเป็นการมั่วโลกีย์ 
  • ความรอบคอบกลายเป็นการใฝ่หาความสมบูรณ์แบบ 
  • ความใจกว้างกลายเป็นความสุรุ่ยสุร่าย การปกป้องตนเองกลายเป็นการไม่ซื่อสัตย์
    เราไม่อาจประมาทความประเสริฐของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ใจเราเป็นอย่างดีและพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงทำอะไรอยู่ บ่อยครั้งเราต้องเรียนรู้จักการมีวินัย รู้จักบังคับตนเอง ปฏิเสธการกระทำตามใจตนเอง อย่าเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เราต้องการจะตรงข้ามกับพระทัยพระเจ้าเสมอไป บางทีพระองค์จะไม่ให้จนกว่าที่เราจะเรียนรู้การเสียสละก่อน พระเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ ให้เราวางใจในความประเสริฐของพระองค์ ขอให้เราสำรวจตัวเองเสมอๆ ในคำพูดและการกระทำนั้นของเรา อาเมน.