ก้าวต่อไป || Moving Onward

มกราคม 2022 : เดือนแห่งการสืบสานชีวิตใหม่่

เทศนา ภาคเช้า 2012-06-03

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Suksa Thepareeหัวข้อ : ภาระกิจแห่งแผ่นดิน
มัทธิว 5:9, โรม 14:19 สุภาษิต 12:20
โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

มัทธิว 5:9 "บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร"
เมื่อเราอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ โทรทัศน์ เราจะเห็นว่าไม่ค่อยมีใครเป็น “ผู้สร้างสันติ” รอบ ๆ ตัวเราได้เลย ทุกคนต่อสู้กันและกัน มีความโกรธ ความขมขื่น การแบ่งพรรคแบ่งพวก ความอิจฉาริษยา และความเกลียด มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นทุกวันและเกิดสงครามตลอดเวลา 

นางอองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเดินทางมาพบปะกับประชาชนชาวพม่าที่ มหาชัย จ.สมุทรสาคร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีผู้คนชาวพม่าแห่ไปต้อนรับอย่างเนืองแน่น เพราะอุดมการณ์ในการสร้างสันติภาพและประชาธิปไตย ความเสียสละ ความอดทนอดกลั้น การทนทุกข์ยากลำบากเพื่อคนอื่น หลีกเลี่ยงความขัดแย้งอันจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง 
มีผู้รวบรวมสถิติของโลกที่ผ่านมาเป็นเวลา 4, 000 ปี มีเพียง 300 ปีเท่านั้นที่เป็นเวลาสงบสันติ การเกิดสงครามส่วนใหญ่เกิดจากการขัดแย้งกันของผลประโยชน์ เกิดการอยากได้ดินแดนเพิ่ม อยากได้อำนาจเพิ่ม อยากครอบครองประเทศอื่น ที่พระคัมภีร์เรียกว่าราคะตัณหา หรือความโลภนั่นเอง
ในฐานะที่เราเป็นชนชาติพิเศษของพระเจ้า เป็นลูกของพระองค์ เราได้รับความรักของพระเจ้าโดยตรง เรามีหน้าที่เป็นผู้สร้างสันติ เราจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องสันติสุข ดังนี้
ความเข้าใจในเรื่องสันติสุข
  1.  ความหมายของคำว่า “สันติ” ผู้สร้างสันติ บางที่ใช้คำว่า "eirene" ซึ่งหมายถึง "peaceable men" รากศัพท์ของคำนี้ มีความหมายที่ลึกซึ้ง อันดับแรกหมายถึงสันติสุขที่ไม่มีสงคราม ในความหมายของพระคัมภีร์นั้นหมายถึงการไม่มีความเกลียดชัง ความโกรธ ความอิจฉาริษยา และเหตุผลทั้งหลายที่ทำให้เกิดสงคราม เราจะต้องมีสันติสุขภายใน อารมณ์ขุ่นมัวต่างๆ ที่ทำให้ทำลายสันติ จะต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ทัศนคติของเราจะต้องแตกต่าง 
  2. ผู้เป็นเจ้าแห่งสันติ (สันติราชา) สันติสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าเราจะมีสันติกับผู้ที่สร้างเรา สันติสุขของเราจะต้องมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซูคริสต์ พระองค์เท่านั้นเป็นผู้ที่จะเปลี่ยนจิตใจ พระองค์เท่านั้นสามารถอภัยความผิดบาปที่ทำให้เราต้องแยกจากพระเจ้า สันติสุขของพระองค์ของพระองค์เป็นสันติสุขที่ไม่เหมือนโลกให้ เป็นสันติสุขที่ถาวร ดังในพระธรรมเอเฟซัส 2:13-15 "แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข" และพระธรรมเอเฟซัส 2:4-5 "แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาปพระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์"
  3. ทูตแห่งสันติ ผู้สร้างสันติ eirenopoios หมายถึง “สร้างสันติระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า” ส่วนในระดับทั่วไป หมายถึง “การนำคนให้มาอยู่ร่วมกัน แก้ปัญหาความขัดแย้ง และนำเอาการแบ่งพรรคแบ่งพวกออกไป สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าก่อน สิ่งอื่นก็จะตามมา ในพระธรรมโรม 5:1 "เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึง (หรือให้เรา) มีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" พระธรรมฟิลิปปี 4:7 กล่าวว่า "แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์" และพระธรรม 2 โครินทร์ 5:17-20 "เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกันคือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า"
  4. ผลของสันติ พระธรรมยอห์น 1:12 "แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า" นี่คือคุณสมบัติของลูกของพระเจ้า คือเป็นผู้สร้างสันติ หว่านสันติภาพ และนำสันติสุขเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน กลุ่มสังคมต่างๆ เป็นความมุ่งมั่น ปรารถนา และความหวังที่จะเห็นสันติสุขเกิดขึ้น
ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสันติในพระคัมภีร์
อาบีกายิล ผู้สร้างสันติ จากพระธรรม 1 ซามูเอล 25:2-44 "มีชายคนหนึ่งในมาโอนมีการงานอยู่ในคารเมล ชายผู้นั้นมั่งมีมาก มีแกะสามพันและแพะหนึ่งพัน เขาตัดขนแกะของเขาอยู่ที่คารเมล ชายคนนั้นชื่อนาบาล และภรรยาของท่านชื่ออาบีกายิล สตรีคนนั้นมีความรอบคอบและหน้าตาสวยงามด้วย แต่ชายคนนั้นเป็นคนสามานย์และประพฤติตัวเลวทราม เป็นวงศ์วานของคาเลบ ดาวิดอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทราบว่านาบาลกำลังตัดขนแกะของเขาอยู่ ดาวิดจึงใช้ชายหนุ่มสิบคน และดาวิดสั่งชายหนุ่มเหล่านั้นว่า “จงขึ้นไปที่คารเมลไปหานาบาล และคำนับเขาในนามของเรา ท่านทั้งหลายจงกล่าวคำคำนับเขาเช่นนี้ว่า 'สวัสดิภาพจงมีแก่ท่าน สวัสดิภาพจงมีแก่ครอบครัวของท่าน และสวัสดิภาพจงมีแก่บรรดาสิ่งที่ท่านมี ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านมีคนตัดขนแกะ ฝ่ายผู้เลี้ยงแกะของท่านนั้นอยู่กับเรา เรามิได้กระทำอันตรายเขาเลย และเขาก็มิได้ขาดอะไรไปตลอดเวลาที่เขาอยู่ในคารเมล ขอถามคนหนุ่มของท่านดูเถิด เขาทั้งหลายคงจะบอกแก่ท่าน เพราะฉะนั้นขอให้คนหนุ่มของ ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่าน เพราะเรามาในวันมีการเลี้ยง ขอท่านได้ให้สิ่งที่มีติดมือของท่านแก่พวกผู้รับใช้ของท่านและแก่ดาวิดบุตรของท่าน' ” มีบทเรียนจากเหตุการณ์เกี่ยวกับนางอาบีกายิลดังนี้
  1. ระมัดระวังความโกรธ ถ้าเรามองย้อนกลับมาถึงชีวิตของเรา เราส่วนใหญ่เรียนรู้สิ่งเดียวกับที่กษัตริย์ดาวิดได้เรียนรู้ ว่าความโกรธของเรานำเราให้หลงไปจากน้ำพระทัยของพระเจ้า ความจริงจะโกรธก็ได้ โดยให้พระเจ้าใช้ความโกรธของเราแสดงถึงความไม่ยุติธรรมของโลก แต่อย่าให้ความโกรธนำเราไปสู่ความบาป เหมือนอย่างที่ดาวิดได้กระทำ บางครั้งความโกรธ ทำให้เราลืมว่าใครเป็นผู้ครอบครอง ถ้าเรารู้ว่าใครเป็นควบคุมและครอบครอง เราจะสามารถขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และจะกล่าวถึงความอยุติธรรมรอบตัวเราได้ในวิธีที่ฉลาดและสร้างสรรค์ ไม่ว่าผู้ที่มีอำนาจจะไม่ฉลาดแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่ควบคุมและครอบครองสิ่งต่างๆ ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่าโกรธให้เริ่มนับพระพรและขอพระเจ้าให้แสดงถึงสถานการณ์ที่พระองค์ต้องการให้เราทำ
  2. กระทำด้วยความกล้าหาญ บทเรียนที่สอง ถ้าเราต้องการที่จะใช้กำลังของเราในการสร้างสันติ เราต้องแสดงออกด้วยความกล้าหาญ เมื่อพระเจ้าทรงสำแดงให้รู้ถึงสิ่งที่จะพูดหรือจะต้องทำ ในการที่จะนำสันติมาในสถานการณ์ต่างๆ อย่าห่วงว่าผู้อื่นจะพูดอย่างไร ขอให้เชื่อฟังและกระทำด้วยความกล้าหาญ อาบีกายิลไม่ได้สนใจถึงความอยุติธรรมในวัฒนธรรมของเธอ ซึ่งเธอเป็นเพียงผู้หญิงไม่มีอำนาจ ในวัฒนธรรมนั้น เธอจะต้องอยู่ภายใต้สามี แต่เธอรู้ว่าสามีได้ทำสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์ เธอไม่มีเวลาที่จะปรึกษากับใคร เธอนำอาหารจำนวนมาก ที่สามารถนำไปจัดงานเลี้ยงได้ และสั่งให้คนใช้ยกไป โดยเธอยอมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง เธอรับผิดชอบต่อสิ่งที่เธอตัดสินใจ แอบนำไปให้ด้วยตนเอง ไม่ว่าเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คุณเป็นพระฉายของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นคนต่ำต้อยด้อยค่า ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติใด ภาษาใด เพศใด หรือการศึกษาระดับใด ไม่ว่าวัฒนธรรมของคุณจะว่าอย่างไร เมื่อพระเจ้าสำแดงบางสิ่งบางอย่างที่คุณจะสามารถทำได้ในการทำให้เกิดสันติ ให้กระทำโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าผู้อื่นจะว่าอย่างไร
  3. การถ่อมตัวลงยอมเหมือนผู้รับใช้ อาบีกายิลเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก เธอรู้ว่าดาวิดทำบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เธอไม่ได้เข้าไปหาและพูดว่า “ทำไมคุณจึงทำอะไรโง่ๆ แบบนี้” เธอกลับแสดงการถ่อมใจ โดยคุกเข่าลงต่อหน้าดาวิด และเรียกท่านว่าเป็นนายถึง 11 ครั้ง และเรียกตนเองว่าเป็นผู้รับใช้ถึง 6 ครั้ง ซึ่งเป็นวิธีที่เป็นไปได้ในการที่จะทำให้ดาวิดฟังและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขา การมีวิญญาณแห่งความถ่อมใจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างสันติ 
  4. การเป็นคนมีใจกว้างขวาง อาบีกายิลไม่รู้สึกเสียดายอาหารที่เธอนำไปให้ดาวิด เพราะเธอรู้ว่านาบาลและพรรคพวกจะกินอย่างไม่มีความสุขถ้าถูกฆ่าในขณะรับประทาน เธอสามารถให้ทุกสิ่งได้เพื่อสร้างสันติ เพื่อชดเชยสิ่งผิดที่สามีได้กระทำลงไป ในการที่อาบีกายิลได้หยุดสงครามและสร้างสันตินั้น ชื่อของเธอหมายถึงความขื่นชมยินดีของบิดา เมื่อเราเป็นผู้สร้างสันติ โดยเปลี่ยนความโกรธ ความอยากแก้แค้น พร้อมที่จะทำสงครามมาเป็นความชื่นชมยินดี เราจะกลายเป็นผู้ที่ทำให้พระบิดาบนสวรรค์ยินดีเช่นนางอาบีกายิลนี้