





![]() | All days | 175225 |
Your IP: 38.107.191.86
,
Today: ก.ย. 07, 2010
เพลงสรรเสริญ |
|
สามารถ Download |
|
|
![]() สามารถ Download สูจิบัตรประจำสัปดาห์ คลิกที่นี่ |
|
|
|
|
ตอบ 12 คำถามยากๆ ในชีวิตเขียน: ริค วอร์เร็น แปล: ภัทรียา กาญจนมุกดา เรียบเรียง: พักตร์พริ้ง อัครสวาท ริค วอร์เรน นำคุณเข้าไปในโลกพระคัมภีร์ เพื่อให้เห็นว่า พระคัมภีร์จะเปิดเผยอย่างไรเกี่ยวกับสิบสองคำถามเร่งด่วนที่สุดที่คนมักชอบถามกัน หนังสือเล่มนี้ให้คำตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อเคลื่อนผ่านจุดที่ติดชะงักอยู่ไปให้ได้แล้วชื่นชมกับชีวิตที่มีเป้าหมาย |
คู่ชีวิต |
เข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นส่วนตัว |
คุณรอดแน่หรือ ? |
![]() วิธีศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว |
|
>> หนังสือแนะนำอื่นๆ << |
ฟังเพลง Christmas |
|
01 - Oh Holy night
|
![]() |
![]() |
![]() Instructions |
![]() Friendship |
![]() Which day is the MOST BEAUTIFUL day in your life? |
![]() เสียงสะท้อนจากคนไทย |
where is God when it hurts? |
![]() ประชากรของพระเจ้าในมุมอับ |
เก้าอี้แห่งชีวิต |
|
|
| Voice of Believers |
![]() |
| 100 วันในชีวิตคริสเตียน |
![]() |
| ผู้ปกครองในพระคริสตธรรมคัมภีร์ |
![]() |
| มารู้จักกับสมอง... |
Burn-Out syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน
Burn-out syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน
คล้ายอาการใครบ้างไหมเนี่ย? หรือเราเอง แย่จัง...
Burn-Out Syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน
เหนื่อยล้า เพลียทั้งกายและใจเหมือนแบตเตอรี่หมด เพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่ได้สนุกสนานกับชีวิต นี่คืออาการของคนที่ทำงานโอเว่อร์ อดีตดารานักเทนนิสชาวเยอรมัน ออสเตฟฟี่ กราฟ ต้องเลิกเล่นเทนนิสเมื่อเธอมีครอบครัวและลูกๆ ที่ต้องดูแล
ทั้งนี่ ผู้หญิงที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลาทั้งในบ้านและนอกบ้านมักจะมีความเสี่ยงกับภาวะ Burn-Out Syndrome ได้ง่าย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าทุกคนมีอาการ Burn-Out Syndrome ไม่มากก็น้อย สอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
Q: Burn-Out หมายถึงอะไร
A: หมายถึงการทำงานหนักเกินไป และไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับเหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งไม่หยุด จนทำให้เครื่องร้อนจนหม้อน้ำเดือด คือ ถ้าเป็นคนก็หมายถึงหมดไฟ ทำงานจนหมดพลัง ไม่มีประจุเก็บไว้ใช้งานอีก นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เฮร์เบิร์ตเจ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-Out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวชเมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเองและต้องการความเพอร์เฟ็กต์ จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ
Q: สัญญาณเริ่มแรกของโรค Burn-Out เป็นอย่างไร
A: รู้สึกเบื่องาน นอนไม่หลับ เครียดไม่มีความสุข ไม่สนุกกับงาน คือ ต้องแยกจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียด ซึ่งมีอาการคล้ายๆ กัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างโรคเครียดก็ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องลูก กลัวภรรยาหรือสามีไม่ได้ดังใจ หรือภรรยากลัวสามีไปมีผู้หญิงอื่น หรือผู้ชายอาจหึงหวงภรรยาสาวสวย ลูกเรียนไม่ดีก็ทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ
ส่วนอาการซึมเศร้าก็จะมีสาเหตุที่ทำให้เศร้า เช่น การสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าก็เกิดจากสารเคมีในสมองผลิตน้อยเกินไปหรือจากกรรมพันธุ์ พอถึงเวลาเป็นก็จะเป็นขึ้นมา ส่วนโรค Burn-Out จะเกี่ยวกับการทำงานโอเว่อร์เกินไป ใช้เวลาทำงานเยอะเกินไป คือมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
Q: ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-Out ได้
A: เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนนี้ได้ คือเราควรทำงานแล้วก็พัก เช่น เวลาทำงานหนึ่งชั่วโมงเราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15 นาที สมองก็จะได้พัก ได้ขจัดเมตาบอลิซึ่ม ของเสียต่างๆ ออกไป หมุนเวียนเอาวัตถุดิบเข้ามาใหม่ ควรหมุนเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมง การงานก็เหมือนกันทั่วโลก เค้าทำงานกัน 5 วัน พัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้า Burn-Out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการ คือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพัก หรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรงหมดพลัง
Q: ถ้าเราปล่อยให้ Burn-Out ไปเรื่อยๆ จะส่งผลอย่างไร
A: ก่อให้เกินโรคที่เป็นไปได้มากกว่า 100 โรค สุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคเกี่ยวกับหู โรคหัวใจ หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต สัญญาณแรกก็คือหมดพลัง หมดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา บางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ความจำแย่ลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ร่างกายอ่อนเปลี้ย ไม่ค่อยมีแรง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ประสารทเครียด ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อสูง ซึ่งส่วนมาคนที่เป็นโรค Burn-Out ก็มักหาทางออกปลอบจิตตัวเอง ด้วยการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินยานอนหลับ กินอาหารมากเกินไป และสูบบุหรี่มากเกินไป
Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเริ่มเป็น Burn-Out แล้วนะ
A: เริ่มรู้สึกว่าการทำงานไม่เหมือนเดิม สมาธิในการทำงานและความตั้งใจในการทำงานต่างๆ ลดลง มีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นความจำไม่ดี นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการทำงานที่โอเว่อร์เกินไป ไม่ได้หมายถึงสาเหตุอื่นๆ
Q: ผู้หญิงไทยก็น่าจะเสี่ยงกับการเป็น Burn-Out Syndrome เพราะต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด
A: ใช่ครับ จริงๆ แล้วคนไทยมักมีอาการ Burn-Out โดยไม่รู้ตัว เพราะคนไข้ที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่มักเลยเถิดไปถึงโรคซึมเศร้า แล้วนอกจากนี้ สังคมและวัฒนธรรมไทยมีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องยอมรับ ต้องเงียบๆ หัวอ่อน ไม่มีปากเสียง โอกาสจะเข้าข่ายเป็น Burn-Out ก็จะสูง การที่ผู้หญิงต้องแบกภาระมากมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคจิต โรคเครียด โรคประสาทเยอะกว่าผู้ชาย
Q: ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-Out ได้
A: เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนนี้ได้ คือเราควรทำงานแล้วก็พัก เช่น เวลาทำงานหนึ่งชั่วโมงเราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15 นาที สมองก็จะได้พัก ได้ขจัดเมตาบอลิซึ่ม ของเสียต่างๆ ออกไป หมุนเวียนเอาวัตถุดิบเข้ามาใหม่ ควรหมุนเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมง การงานก็เหมือนกันทั่วโลก เค้าทำงานกัน 5 วัน พัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้า Burn-Out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการ คือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพัก หรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรงหมดพลัง
ทางจิตเวชผู้หญิงจึงมีมากกว่าผู้ชายสองเท่า บางโรคสามสี่เท่า ฉะนั้น คนไทยในสังคมเมืองจึงมีโอกาสเป็น โรคนี้สูงมาก และมักเป็นกับคนวัยทำงานและกับวัฒนธรรมการทำงาน อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นทำงานกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2-3 ทุ่ม ด้วยเหตุนี้ ชายญี่ปุ่นจึงเข้าคลับบาร์หรือเล่นเกมหลังเลิกงาน ไม่ตรงกลับบ้านเพราะเครียดกับงานมาก
Q: เราควรรักษาอาการ Burn-Out ของตัวเองอย่างไร
A: ให้ความสมดุลกับจิตใจ เช่น ตรึกตรองว่าฉันได้พลังมาจากไหนแล้วฉันจะใช้พลังเพื่ออะไรบ้าง คุณภาพชีวิตของฉันเป็นอย่างไร ระหว่าง 0 (แย่มาก) และ 10 (ดีมาก) ปัจจัยใดที่ก่อให้เกิดความเครียดแล้ว ฉันจะหลีกเลี่ยงความเครียดได้อย่างไร ฉันใช้จ่ายเงินอย่างไร จุดมุ่งหมายก็คือการมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราควรใส่ใจกับร่างกายและจิตใจของตัวเอง
ข้อแนะนำก็คือ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เช่น จ๊อกกิ้งหรือขี่จักรยาน หรือออกกำลังกายกับหมู่คน เช่น เล่นวอลเลย์บอลและเทคนิคการผ่อนคลายอื่นๆ หรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ
Q: แล้วจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือไม่
A: จริงๆ แล้วไม่จำเป็นก็ได้ แต่การได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็จะช่วยทำให้มองเห็นการแก้ปัญหาของตัวเองได้ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเริ่มที่สมอง สิ่งที่สำคัญก็คืออย่าให้ขาดอารมณ์ขัน พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่มีความหวังกับอดีต แต่มีความหวังกับอนาคตเท่านั้น










.jpg)















