นำคนสู่พระคริสต์มีชีวิตที่เกิดผล || Care For All

สิงหาคม 2014 : เดือนแห่งสตรีและการศึกษาพระวจนะ

7 ข้อผิดพลาดในการเรียกรับเชื่อ

By: ศึกษา เทพอารีย์.

David R Smithหลังการเรียกรับเชื่อที่ธรรมาสน์: 7 ประการที่ก่อให้เกิดผลเสีย

โดย เดวิด สมิท

ท่านศาสนาจารย์เพิ่งจะจบการเทศนาที่ย้ำให้ผู้ฟังตระหนักถึงความสำคัญของการกลับใจหันเสียจากบาปและเชิญชวนให้ติดตามองค์พระเยซูคริสต์ บรรดาผู้ฟังกำลังใคร่ครวญว่าจะตัดสินใจกระทำตามคำเรียกเชิญนั้นหรือไม่อย่างไร หลายครั้ง ณ เวลาที่มีความสำคัญนี้ การนมัสการที่ดำเนินไปตามปกติกลับถูกเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นโอเปร่าหลงโรงได้ง่ายๆ

ข้อผิดพลาด

ในเวลา 15 ปีที่ผ่านไป ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเทศนาในหลายๆ ที่ และเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นผู้รักการประกาศด้วยใจจริง จึงพยายามบอกกล่าวเรื่องราวของพระเจ้ากับผู้คนทุกรูปแบบในทุกเวลาและทุกสถานที่ ไม่มีอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปิติยินดีมากเท่ากับการที่ได้เห็นผู้คนตอบรับการเชิญชวนของพระเจ้าที่ให้มารู้จักพระองค์ และหลังจากนั้นพวกเขาได้ยอมจำนนดำเนินชีวิตติดตามพระองค์ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายโอกาสสำคัญที่พลาดไปในขณะนั้นของผู้คนที่กำลังตัดสินใจจะเดินออกไปรับเชื่อพระเจ้า อันเกิดจากข้อผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นบางประการ อย่างไรก็ตาม มีข้อผิดพลาดหลายประการที่สามารถทำลายการเรียกรับเชื่อจากธรรมาสน์และยังยั้งการตัดสินใจของผู้ที่คิดจะติดตามพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้ามีข่าวดีจะบอกท่านว่า เราไม่จำเป็นต้องให้เกิดข้อผิดพลาดเหล่านั้นอีกต่อไป ตลอดจนขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขคือ:

ข้อผิดพลาดที่ 1:  ปล่อยให้ผู้คนยังนั่งอยู่ในที่นั่งตัวเองอยู่ สิ่งแรกที่จะทำลายการเรียกรับเชื่อจากธรรมาสน์ก็คือการปล่อยให้ผู้คนที่มีความสนใจอยากรับเชื่อยังนั่งอยู่ในที่นั่งของตัวเอง ในขณะที่เขาจำต้องแสดงความตกลงใจตอบรับการเชิญชวน แน่นอน เราสามารถขอให้เขายกมือขึ้นหรือบอกให้เขาอธิษฐานตามในขณะที่เขายังนั่งอยู่ที่ที่นั่งของเขา แต่บางครั้งสิ่งที่เราทำก็คือไม่ได้ให้เขาแสดงตัว ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะไม่สามารถให้คำปรึกษาหรืออธิษฐานกับเขาได้ หรือไม่สามารถดำเนินการขั้นต่อไปกับเขาได้อย่างเหมาะสม 

เมื่อเรามองจากนัยของพระคัมภีร์ ดูเหมือนความคิดของพระเยซูต่อการเรียกรับเชื่อจากธรรมาสน์จะสื่อความหมายได้ว่า “จงตามเรามา” เปโตรและแอนดรูไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเรือของเขาต่อไป มัทธิวก็ต้องออกมาจากซุ้มที่จัดเก็บภาษีของเขา พระองค์สั่งให้ผู้ที่จะมาเป็นสาวกของพระองค์เคลื่อนไหวเพื่อทำอะไรบางอย่าง เราก็ต้องทำเช่นเดียวกัน เราไม่สามารถให้ผู้คนที่จะตัดสินใจรับเชื่อยังคงนั่งอยู่กับที่ได้

อย่างไรก็ตาม ศิษยาภิบาลบางคนยอมรับว่าที่เขาไม่เรียกให้ผู้คนเคลื่อนไหวหรือแสดงตัวก็เพราะเขากลัวว่าจะไม่มีใครตอบรับการเรียกเลย เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเสียหน้านั้นโดยยอมยกการแสดงตัวของผู้คนว่าต้องการรับเชื่อพระเจ้านั้นออกไป แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เหล่าศิษยาภิบาลควรจะทำก็คือการหยิบยกเอาอีโก้ของตัวเองออกไปต่างหาก หลังจากนั้นเขาก็จะเทศนาได้อย่างเต็มไปด้วยพลังและพึ่งพาพระคัมภีร์ ตลอดจนไว้วางใจในพระเจ้าที่จะทรงนำพาและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางของพระองค์

ข้อผิดพลาดที่ 2: ให้ผู้เชื่อใหม่ดำเนินขั้นตอนการรับเชื่อต่อหน้าผู้อื่น พวกเราทำธุรกรรมกับธนาคารในสถานที่ๆ ถูกจัดไว้โดยเฉพาะ เราไปตรวจร่างกายกับแพทย์ที่โรงพยาบาล แล้วเพราะเหตุใดหรือที่เราจะต้องพยายามจัดให้ผู้คนที่จะทำธุรกรรมทางจิตวิญญาณกับผู้รับใช้พระเจ้าในที่สาธารณะด้วยเล่า  นี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของคนเหล่านั้น ทำไมเราจะต้องให้เขาทำต่อหน้าผู้คนเป็นร้อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้า การที่เราขอให้คนเหล่านั้นลุกขึ้นจากที่นั่งนั้นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะให้เขาไปยืนอยู่ที่หน้าธรรมาสน์ในขณะที่เขากำลังต้องปรับจิตใจเพื่อยอมจำนนต่อการเรียกของพระเจ้า หากเราต้องการให้เขาตัดสินใจติดตามพระเยซู เราจึงสมควรที่จะจัดเวลาและสถานที่ๆ เหมาะสมให้พวกเขา ที่หน้าธรรมาสน์นั้นมีสายตาเป็นร้อยจับจ้องเขาอยู่ และนักเปียโนก็บรรเลงเพลง “ข้าฯ ถวายทุกสิ่ง” เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่นั่นไม่เป็นเวลาและสถานที่ที่เอื้อต่อสิ่งนี้เลย

แทนที่จะให้คนเหล่านั้นที่ตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าต้องพูดคุยเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบรรยากาศและสถานที่ที่ไม่เป็นส่วนตัว เราควรจัดให้เขาได้เจอกับศิษยาภิบาลและพี่เลี้ยงในสำนักงานคริสตจักรหรือสถานที่ที่เหมาะสมกว่านั้น เพื่อการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตนิรันดร์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ให้เรามากล่าวถึงผู้ดูแลบ้าง...

ข้อผิดพลาดที่ 3: พี่เลี้ยงมีจำนวนน้อยเกินไป เมื่อศิษยาภิบาลกล่าวเชิญชวนรับเชื่อ ก็จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินออกไปที่บริเวณที่จัดไว้ มีพี่เลี้ยงเพียง 2 คนเดินออกไปหาคนเหล่านั้น และศิษยาภิบาลกล่าวว่า, “พวกคุณผู้ชายไปกับบิล ส่วนคุณผู้หญิงให้ไปกับมาร์กาเร็ต“ พี่เลี้ยงเหล่านี้น้อยเกินไปจนดูเหมือนถูกรุมโดยเหล่าผู้เชื่อใหม่ ทำไมโบสถ์ถึงจัดให้มีพี่เลี้ยงน้อยเกินไป? เขาไม่คิดหรอกหรือว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเขย่าหัวใจของคนกลุ่มหนึ่งให้ยอมจำนนต่อพระองค์และสำนึกผิดอย่างแท้จริงในวันนั้น

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่มีพี่เลี้ยงจำนวนน้อยเกินไปทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีเลย เหล่าผู้เชื่อใหม่ไม่ได้รับความสนใจและความช่วยเหลือเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างสารภาพบาปที่อยู่เบื้องลึกต่อหน้าพี่เลี้ยงและคนอื่นๆ หรือไม่ต้องพูดอะไรเลย ทายดูซิครับว่าเขาจะเลือกทำอะไร

ข้อผิดพลาดที่ 4: ใช้พี่เลี้ยงที่ไม่ได้รับการฝึกฝนและไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ในการพยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดข้อที่ 3 ศิษยาภิบาลบางท่านได้ใช้ใครก็ได้ที่อยู่ใกล้มือให้เป็นพี่เลี้ยง คริสเตียนคนใดคนหนึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงได้จริงหรือ แท้ที่จริงเขาก็ได้เคยผ่านการนั่งดูการเรียกรับเชื่อให้คนกลับใจออกไปหน้าธรรมมาสน์เป็นร้อยๆ ครั้งมาแล้ว บวกกับการที่เขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วด้วย เขาเองก็ควรจะรู้ทางหนีทีไล่ว่าเป็นอย่างไร  จริงหรือไม่ นี่เป็นข้อสันนิษฐานและมีความเสี่ยงอย่างมาก

ในข้อผิดพลาดทั้งหมดที่ทำลายการเรียกออกไปรับเชื่อที่หน้าธรรมมาสน์ คือการใช้พี่เลี้ยงที่ยังไม่ได้รับการฝึกอบรม หรือเตรียมตัวมาก่อนซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก ครูต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อที่จะนำพาชั้นเรียนได้ ผู้เทศนาจะต้องได้รับการฝึกฝนให้นำประชุมได้ แล้วทำไมพี่เลี้ยงจึงไม่ควรได้รับการฝึกอบรมที่จะนำคนมาสู่พระคริสต์ นี่คือสิ่ง 2-3 เรื่องที่เป็นจุดสำคัญที่พี่เลี้ยงของท่านจำเป็นต้องรู้และเข้าใจอย่างชัดเจน:

  1. พี่เลี้ยงรู้หรือไม่ว่าเขาจะยืนอยู่ตรงไหน ตอนไหนควรเข้าไปถึงตัวผู้รับเชื่อและจะพาเขาไปที่ไหน
  2. พี่เลี้ยงรู้หรือไม่ว่าควรจะพูดอะไรและไม่ควรพูดอะไร พี่เลี้ยงสามารถอธิบายเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าในเรื่องการรอดบาปได้แน่ชัดเพียงไร
  3. พี่เลี้ยงทราบถึงความสำคัญของการรักษาความลับของผู้เชื่อใหม่หรือไม่
  4. พี่เลี้ยงมีเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในงานของตนหรือไม่ แน่ทีเดียวพี่เลี้ยงจะต้องมีพระคัมภีร์ และจะดียิ่งขึ้นหากเขาจะมีพระคัมภีร์อีกชุดเพื่อให้แก่คนที่ยังไม่มี พี่เลี้ยงควรจะมีแบบฟอร์มที่จะเก็บข้อมูล การติดต่อของผู้เชื่อใหม่ และใช้ในการติดตามผล อีกทั้งเขาควรมีรายชื่อบุคคล เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ศิษยาภิบาลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคริสตจักร รวมทั้งวิธีที่จะติดต่อกับพี่เลี้ยงและศิษยาภิบาล 
  5. บรรดาพี่เลี้ยงตระหนักถึงความคาดหวังที่จะเกิดผลงานทั้งหมดจากตัวเขาหรือไม่ และพี่เลี้ยงได้เก็บรวบรวมข้อมูลการติดต่อไว้หรือไม่ และเขารู้หรือไม่ว่าเขาต้องทำการติดตามผลงานของเขา

อีกประการหนึ่ง กลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่จะอบรมพี่เลี้ยงคือการให้พี่เลี้ยงที่เป็นผู้ใหญ่ประกบกับพี่เลี้ยงใหม่เหล่านี้ โดยให้พี่เลี้ยงที่อยู่ในระหว่างการฝึกอบรมนั่งเงียบๆ คอยสังเกตที่ปรึกษาผู้ใหญ่เหล่านั้นทำหน้าที่พี่เลี้ยง หลังจากศิษยาภิบาลเรียกคนออกมารับเชื่อ ต้องให้แน่ใจว่าที่ปรึกษาผู้ใหญ่ได้มีโอกาสสรุปข้อควรทำ ในสถานการณ์เหล่านั้นให้พี่เลี้ยงใหม่ หลังจากที่ได้พูดและทำทุกสิ่งตามขั้นตอนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เชื่อได้ว่าเมื่อผู้ใดได้ตัดสินใจที่จะให้ชีวิตของเขากับพระเจ้า เขาควรจะได้เข้าถึงพี่เลี้ยงที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีแล้ว

ข้อผิดพลาดที่ 5 : ใช้พี่เลี้ยงที่พูดมากเกินไป มนุษย์เรามี 2 หู 1 ปากแต่มีหลายคนใช้ไม่ถูกสัดส่วนที่ควรจะเป็นรวมทั้งพี่เลี้ยงด้วย ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ถึงจำนวนครั้งที่ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นพี่เลี้ยงเทศนาผู้เชื่อใหม่ที่นั่งอยู่หน้าธรรมมาสน์ (พวกเขาเพิ่งจะได้ฟังคำเทศนามา แล้วเขายังต้องการจะฟังอีกบทหนึ่งเร็วขนาดนั้นเลยหรือ) พี่เลี้ยงบางท่านอาจสำคัญผิดไปว่าต้องแบ่งปันพระกิตติคุณทุกๆ ตอนที่เกี่ยวกับทางรอดบาปกับผู้ที่ยังไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้เลย ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดว่า ให้เราเปิดพระธรรมเอเฟซัส บทที่ 2 ข้อ 8-9 ในขณะที่คนที่น่าสงสารเหล่านั้นยังคงมองดูอยู่ที่ โรมบทที่ 1 ข้อ 16 ซึ่งเป็นตอนล่าสุดที่ถูกอ้างถึง

พี่เลี้ยงบางท่านมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องสื่อสารความคิดด้านศาสนศาสตร์ทุกๆ เรื่องที่เขาทราบ ข้าพเจ้ายังเคยได้ยินที่พี่เลี้ยงหลายคนพูดถึงทฤษฏีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจักรวาลและการดำรงอยู่ของพระเจ้า และระบบสัตวบูชาของเลวี ในขณะที่ผู้ที่ต้องการต้อนรับพระเยซูนั่งฟังโดยเต็มไปด้วยความสับสนบนใบหน้าของเขา

แน่นอนที่พี่เลี้ยงต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับพระคัมภีร์อย่างชัดแจ้ง แต่เขาต้องตระหนักว่าความจริงก็คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ ไม่ใช่มีอะไรที่ใส่เข้ามาในชีวิตอย่างมากเกินไป แทนที่จะพูดมาก พี่เลี้ยงควรถูกสอนให้ถามคำถามคำถามที่ดีจริงๆ เช่น

  1. คุณชื่ออะไร (ใช่แล้วนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก พวกเราส่วนใหญ่ปกติแล้วจะรู้สึกไม่มั่นใจที่จะได้รับคำปรึกษาจากบุคคลที่ไม่รู้จักชื่อของเรา ให้เราถามชื่อผู้เชื่อใหม่เสมอเวลาให้คำแนะนำ)
  2. คุณจะบรรยายความสัมพันธ์กับพระเยซูอย่างไร เพราะเหตุใด
  3. อะไรทำให้คุณตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ
  4. มีการต่อสู้กับบางอย่าง นิสัย หรือบาปอะไรที่คุณมีในชีวิตหรือไม่
  5. คุณตัดสินใจอย่างไรหลังจากที่ได้ยินได้ทราบข่าวประเสริฐ
  6. ข้าพเจ้าสามารถอธิษฐานเผื่อคุณในเรื่องเฉพาะเจาะจงได้อย่างไรบ้าง พี่เลี้ยงไม่ควรพูดมากเกินไป.... แต่ในบางจุดเขาก็จำเป็นต้องพูด ซึ่งจะนำเราไปสู่ข้อผิดพลาดข้อต่อไป 

ข้อผิดพลาดที่ 6: มุ่งจุดสนใจแต่เรื่องพฤติกรรม แทนที่จะให้ความสำคัญเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด ข้าพเจ้าเคยเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรหนึ่งที่ข้าพเจ้าไปเทศนา เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ตอบรับข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าเทศนาจากสดุดีบทที่ 20 และเขาได้รับการจับคู่ดูแลจากพี่เลี้ยงหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งคู่ได้สนทนากันอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปหลังจากนั้นประมาณ 2-3 นาที ข้าพเจ้านั่งลงข้างเขาเงียบๆ ฟังพี่เลี้ยงผู้ที่พยายามจะช่วยเด็กหนุ่มซึ่งเสพติดเรื่องลามก เขาพูดเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดจะเอาชนะการเสพติดเรื่องนี้ ชี้แจงและให้เหตุผลต่างๆ บอกถึงเรื่องดาวน์โหลดซอฟแวร์ที่กลั่นกรองรายการเหล่านี้ พูดเรื่องการอ่านพระคัมภีร์ ขอให้พระเจ้าช่วย ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นคำแนะนำที่ดี และแล้วพี่เลี้ยงก็ลุกขึ้นเดินจากเขาไป เขาได้พูดเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องสื่อลามก  ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่ได้พูดคือเรื่องของพระผู้ช่วยให้รอด

ข้าพเจ้าได้ถามพี่เลี้ยงว่าจะขอถามอะไรเด็กหนุ่มสักเล็กน้อยได้หรือไม่ เมื่อข้าพเจ้าได้รับอนุญาต ข้าพเจ้าก็ตัดเข้าสู่คำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซูว่าเขาเคยมีสักครั้งหรือไม่ เขารู้จักพระเยซูได้อย่างไร แล้วผลเป็นอย่างไร บาปแห่งการหมกมุ่นกับสื่อลามกมีผลกระทบกับความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างไรบ้าง และเขามีแผนการอะไรที่จะจัดการกับเรื่องนี้ เป็นที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มคนนี้ได้พูดถึงพระเยซู  ข้าพเจ้าใช้เวลา 2-3 นาทีถามคำถามเกี่ยวกับพระเยซูและอธิษฐานกับเขา เมื่อเขาออกจากห้องไปเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซู แน่นอนที่ข้าพเจ้าทำให้พี่เลี้ยงหนุ่มรู้สึกงงๆ ข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้พี่เลี้ยงหนุ่มเห็นอย่างสุภาพว่าเขาไปใส่ใจเฉพาะเรื่องสื่อลามกและไม่เคยพูดแม้แต่ครั้งเดียวว่าพระเยซูได้ยกโทษบาปเรื่องนั้นให้เขาแล้ว ข้าพเจ้าได้ตักเตือนพี่เลี้ยงหนุ่มคนนั้นว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่เรื่องลามก หากเป็นธรรมชาติบาปของเขา ข้าพเจ้าพูดให้เขาได้คิดว่า “สมมติว่าเขาสามารถหักโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขาไว้ได้  แต่เขาก็ยังเป็นหนี้พระเจ้าในเรื่องตัณหาของเขาอยู่ดี ไม่ต้องกล่าวถึงการผิดศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เขาก็ยังคงมีความผิดจำเพาะพระเจ้าซึ่งนั่นควรจะเป็นเรื่องแรกที่ต้องพูดถึงมากกว่า”

บ่อยทีเดียวที่พี่เลี้ยงมักจะเริ่มต้นการสนทนาโดยไปใส่ใจเรื่องของพฤติกรรม แทนที่จะพูดถึงเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด เขาพูดถึงทุกเรื่องเกี่ยวกับความผิดบาป ความโกรธ ตัณหา การโกหกมดเท็จ ซุบซิบนินทา การไม่ยอมยกโทษ เขาไปเสียเวลามากมายก่อนที่จะพูดถึงพระผู้ช่วยให้รอด และการที่พระองค์ทรงยกโทษความผิดบาป อย่าปล่อยให้พี่เลี้ยงหันเหประเด็นไปจากงานหลักที่จะช่วยผู้คนในการต้อนรับพระเยซู ให้แน่ใจว่าเขาต้องมุ่งจุดสนใจต่อเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้เชื่อใหม่

ข้อผิดพลาดที่ 7: อธิษฐานเผื่อเขา ไม่ใช่อธิษฐานพร้อมกับเขา “จงว่าตามข้าพเจ้า: ข้าแต่พระเยซูที่รัก ....” ข้าพเจ้าอยากบอกว่าข้าพเจ้าเกลียดการอธิษฐานเผื่อคนบาปอย่างมาก ข้าพเจ้ารู้ว่าผู้รับใช้พระเจ้าได้ใช้สิ่งนี้นับมาเป็นสิบๆ ปี แต่การอธิษฐานเช่นนี้ก็มีข้อเสียในตัวเองเช่นกัน ถ้าพระเยซูต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเรา ทำไมต้องให้มีคนมาบอกว่าเราควรจะพูดอะไรกับพระองค์ คริสเตียนหลายๆ คน รวมทั้งพี่เลี้ยงเห็นว่าการอธิษฐานเพื่อความรอดเช่นนี้มีสูตรสำเร็จ ไม่ต้องแปลกประหลาดใจเลยว่า ข้อสงสัยจะเกิดตามมาว่าคำที่ถูกใช้ในการอธิษฐานนั้นถูกต้องหรือไม่

เมื่อถึงเวลาที่แต่ละคนจะอธิษฐานรับเชื่อพระเยซู ทำไมเราไม่ปล่อยให้เขาอธิษฐานโดยใช้คำพูดของเขาเองล่ะ คุณควรจะแนะนำเขาบ้างเพียงเล็กน้อย  แต่ถ้าเราอธิษฐานกับคนอื่นๆ แทนที่จะอธิษฐานเพื่อเขา เขาจะไม่คิดย้อนกลับมาถึงเวลาที่เขากลับใจโดยตระหนักว่านั่นเป็นคำพูดของคนอื่นแทนที่จะเป็นคำพูดของเขาเอง

คำแนะนำเพียงเล็กน้อยก็น่าจะเพียงพอแล้ว เขาจำเป็นที่จะสารภาพบาปของเขาและขอพระเจ้ายกโทษให้แก่เขา สัญญาว่าจะเดินไปกับพระเยซูทุกๆ วันตลอดชีวิตที่เหลือของเขา และแล้วหลังจากนั้นสักครู่หนึ่ง แสดงให้เขามั่นใจว่าพระเยซูผู้ทรงสถิตอยู่กับพระบิดาในสวรรค์สถานได้ยินคำอธิษฐานของเรา (ยน.11:41-42) ก็เปิดโอกาสให้เขาอธิษฐานจากใจของเขา เขาอาจสับสนบ้างในคำพูดของเขา แต่หัวใจของเขาไม่ได้สับสนเลย ทำให้ถูกเสียเถอะ

ในฐานะที่เราเป็นศิษยาภิบาลและผู้นำของคริสตจักร เรามีเหตุผลสำคัญๆมากมายที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาของการเรียกคนมารับเชื่อที่ธรรมมาสน์ สำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานใหญ่นี้ พระเยซูสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของเรา รวมทั้งผู้ที่ได้รับฟังคำเทศนาของเราด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ข้อผิดพลาดเหล่านี้แก้ไขได้ง่ายมาก ดังนั้นท่านไม่มีข้อแก้ตัวใดที่จะต้องยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกต่อไป

ประการสุดท้ายเราเทศนามากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ในตอนท้ายๆ ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ขณะที่เราเทศนา โปรดจำไว้ว่าชีวิตนิรันดร์เป็นสิ่งมีค่ายิ่ง สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง

David R. Smith is a speaker and evangelist, who lives in Tampa, Florida. Over the last 15 years, David has focused his efforts in the arena of youth and college ministry. During that time, he has pastored hundreds of students, spoken to thousands, and equipped ministry leaders through training events, seminars, articles, and books.

เทศนา ในวาระพิเศษ

สารอภิบาล

  • 'รัก' คำสั้นๆ

    สิธยา คูหาเสน่ห์

    พระคัมภีร์ย้ำว่าชีวิตของเราต้องตั้งอยู่บนความรัก พระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราพบในพระคัมภีร์คือให้รักพระเจ้าและรักกันและกัน

    Read more...
  • การพูดคำว่าไม่!

    The Power of a Positive No!

    โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยของอังกฤษกล่าวไว้ว่า ‘ศิลปะการเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่การพูดคำว่า ใช่ แต่อยู่ที่การพูดคำว่า ไม่’

    Read more...
  • ผู้นำพัฒนาคน

    people development

    “If you are wise, you are wise to your own advantage, but if you are a mocker, you alone must bear it.” Proverbs 9:12

    Read more...
  • อ่านของเก่าเพื่อพบสิ่งใหม่

    อาร์ม ตั้งนิรันดร

    ปรัชญาจีนโบราณเชื่อว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความประณีตและละเอียดอ่อนทางอารมณ์และพฤติกรรม

    Read more...

อบรม สัมมนา บทความพิเศษ

กลุ่มแคร์และกลุ่มอธิษฐาน

วัน เวลา กลุ่ม - สถานที่
วันอังคาร 16:00 น. กลุ่มครู โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
  18:00 น. กลุ่มผู้ใหญ่ โรงเรียนภาษายูเนี่ยน (สภาคริสตจักรฯ ชั้น 7)
  18:00 น. กลุ่มอนุชน โรงเรียนภาษายูเนี่ยน (สภาคริสตจักรฯ ชั้น 7)
วันพุธ 09:00 น. กลุ่มพักพิงในพระเจ้า (กลุ่มอธิษฐานแม่) ตามบ้านสมาชิก
  19:00 น. กลุ่ม Upper Room บ้าน ผป.ศ.ดร.นิพนธ์ คันธเสวี
  19:30 น. บ้านคุณลัดดาวัลย์ เนินสุวรรณ
วันพฤหัสบดี 10:00 น. กลุ่มสร้างสาวก อาคารพระอาจวิทยาคม ชั้น 2
  12:00 น. โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน (สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน)
  18:00 น. กลุ่ม Love & Care บ้าน มน.ลานทิพย์ ทวาทสิน
  19:00 น. กลุ่มอนุชนวัยทำงาน อาคารพระอาจวิทยาคมชั้น 2
วันศุกร์ 08:30 น. กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนวัฒนาฯ อาคารพระอาจวิทยาคม ชั้น 2
  19:30 น. บ้านคุณลัดดา แสนวันดี
วันเสาร์ 10:00 น. กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ ณ ศาลา ส.โรจนวงศ์
  13:00 น. คณะนักร้องคริสตจักร ห้องซ้อมเพลงคณะนักร้อง อาคารพระอาจวิทยาคม ชั้น 2
  18:00 น. บ้านคุณดวงมาลย์ ศรีรักษา (สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน)
วันอาทิตย์ 13:00 น. กลุ่มอธิษฐานบ่ายวันอาทิตย์
  13:00 น. กลุ่มแคร์เยี่ยมเยียน (อาทิตย์ที่ 4 ของเดือน)
  15:30 น. บ้าน ผป.จิตรา วรรธนะสิน (อาทิตย์ที่ 2 ของเดือน)