รักร่วมรับใช้ || Love Share and Serve

พฤศจิกายน 2018 : เดือนแห่งการขอบพระคุณ

อองซานซูจี

By: ศึกษา เทพอารีย์.

Rev.Dr.Suksa Theparee ภารกิจต่อแผ่นดิน : อองซานซูจี

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์ ศิษยาภิบาล คริสตจักรวัฒนา

ออง ซาน ซูจี (เกิด 19 มิถุนายน พ.ศ. 2488) บิดาของเธอ คือ นายพลออง ซาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งพม่าสมัยใหม่ชาวพม่ายกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของประเทศพม่า” ท่านถูกลอบสังหารเมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 เมื่อเธออายุได้ 2 ปี บทบาทของนายพลอองซานในการนำการต่อสู้กับญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักรที่เข้ามายึดครองพม่า ทำให้พม่าได้รับอิสรภาพเป็นรัฐเอกราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491
    ซูจีถูกส่งเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมและวิทยาลัยสตรีที่นิวเดลี อืนเดีย จากนั้นไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ การเมือง และปรัชญาที่เซนต์ฮิวส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หลังจากจบออกซฟอร์ด ซูจี เดินทางไปมหานครนิวยอร์ก เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการตั้งคำถามเกี่ยวกับงบประมาณ และการจัดการของสำนักงานเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ ในการทำงาน 3 ปีที่นี่ซูจีใช้เวลาช่วงเย็น และวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นอาสาสมัครให้โรงพยาบาล ในโครงการช่วยอ่านหนังสือ และดูแลปลอบใจผู้ป่วยยากจน
 
    ซูจีแต่งงานกับ ไมเคิล อริสผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาอารยธรรมทิเบต และย้ายไปอยู่กับสามี ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ซูจีได้งานเป็นนักวิจัยในกระทรวงต่างประเทศของรัฐบาลภูฏาน ขณะที่ไมเคิลมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า กรมการแปล รวมทั้งมีหน้าที่ถวายการสอน แก่สมาชิกราชวงศ์แห่งภูฏาน ต่อมาทั้งสองย้ายกลับมาที่กรุงลอนดอน ไมเคิลได้งานสอน วิชาหิมาลัย และทิเบตศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซูจีให้กำเนิดบุตรชายคนแรก อเล็กซานเดอร์ และบุตรชายคนเล็ก คิม 
 
กลับบ้านเกิดเพื่อสานอุดมการณ์และความฝันของบิดา
    อองซาน ซูจี ในวัย 43 ปี เดินทางกลับบ้าน เกิดที่ย่างกุ้งเพื่อมาพยาบาล ดอว์ขิ่นจี มารดาที่กำลังป่วยหนัก ในขณะนั้นเป็นช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และมีความวุ่นวายทางการเมืองในพม่ากดดันให้นายพลเนวินต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคสังคมนิยมพม่า (BSPP) ที่ยึดอำนาจการปกครองพม่ามานานถึง 26 ปี เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ตอนที่ดิฉันเดินทางกลับมาพม่าเมื่อ พ.ศ. 2531 เพื่อมาพยาบาลคุณแม่นั้น ดิฉันวางแผนไว้ว่าจะมาริเริ่ม ทำโครงการเครือข่ายห้องสมุดในนามของคุณพ่อด้วย เรื่องการเมืองไม่ได้อยู่ในความสนใจของดิฉันเลย แต่ประชาชนในประเทศของดิฉันกำลังเรียกร้อง ประชาธิปไตย และในฐานะลูกสาวของพ่อ (นายพลอองซาน) ดิฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ดิฉัน ต้องเข้าร่วมด้วย” ออง ซาน ซูจี ได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยขึ้น (National League for Democracy: NLD) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ชีวิตทางการเมืองของนางออง ซาน ซูจี จึงได้เริ่มต้น นับแต่นั้น
 
    ชีวิตทางการเมืองของนางออง ซาน ซูจี ส่วนใหญ่ถูกกักขังอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลาเกือบ 15 ปีครั้งแรก เวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 ซึ่งต่อมาขยายเป็น 6 ปีโดยไม่มีข้อหา ซูจีอดอาหารเพื่อประท้วง และเรียกร้องให้นำเธอไปขังรวมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ เวลานั้นอเล็กซานเดอร์ และคิมอยู่กับมารดาด้วย ไมเคิลจากอังกฤษมาที่ย่างกุ้ง เพื่อเป็นกำลังใจให้ภรรยา ซูจียุติการอดอาหารประท้วงเมื่อรัฐบาลให้สัญญาว่า จะปฏิบัติอย่างดีต่อสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ที่ถูกคุมขังไว้ที่คุกอินเส่งรัฐบาลเผด็จการทหารยื่นข้อเสนอ ให้ซูจียุติบทบาททางการเมือง ด้วยการเดินทางออกนอกประเทศ ไปใช้ชีวิตครอบครัวกับสามีและบุตร แต่ซูจีปฏิเสธ รัฐบาลทหารจึงมีคำสั่งยืดเวลาการกักบริเวณเธอจาก 3 ปี เป็น 5 ปี และเพิ่มอีก 1 ปีในเวลาต่อมา
 
    วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2534 นางอองซาน ซูจี เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซูจีไม่มีโอกาสเดินทาง ไปรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ด้วยตัวเอง อเล็กซานเดอร์ และคิมบินไปรับรางวัล แทนมารดาที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ อเล็กซานเดอร์กล่าว กับคณะกรรมการและผู้มาร่วมในพิธีว่า “ผมรู้ว่าถ้าแม่มีอิสรภาพและอยู่ที่นี่ในวันนี้ แม่จะขอบคุณพวกคุณพร้อมกับขอร้อง ให้พวกคุณร่วมกันอธิษฐานเผื่อทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่โยนอาวุธทิ้ง และหันมาร่วมกันสร้างชาติด้วยความเมตตากรุณาและจิตวิญญาณแห่งสันติ” ซูจีประกาศใช้เงินรางวัลจำนวน 1.3 ล้านเหรียญ จัดตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพและการศึกษาของประชาชนพม่า ต่อมาเมื่อซูจีได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณครั้งแรกไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างอิสระ เธอถูกห้ามไม่ให้ปราศรัยหน้าบ้านของเธอเอง และเมื่อเธอพยายามออกจากบ้านพัก เจ้าหน้าที่จะติดตามไป พร้อมกับฝูงชนจัดตั้งที่พยายามหาวิธีทำร้ายเธอ 
 
ซูจี ดำเนินการต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี ด้วยการใช้วิธีเขียนจดหมาย เขียนหนังสือ บันทึกวีดีโอเทป เพื่อส่งผ่านข้อเรียกร้องของเธอ ออกมาสู่ประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง ซูจี นั่งประท้วงอยู่ในรถยนต์ ของเธอเองเป็นเวลาห้าวัน หลังจากถูกตำรวจ สกัดไม่ให้รถยนต์ของเธอเดินทางออกจากย่างกุ้งเพื่อไปพบปะกับประชาชน ซูจียืนยันที่จะดำเนินการตามเจตนารมณ์ โดยใช้วิธีเผชิญหน้าอย่างสงบซูจีถูกกักบริเวณโดยปราศจากข้อกล่าวหาและความผิดอีกหลายครั้ง
 
    พ.ศ. 2542 ไมเคิล อริส เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ประเทศอังกฤษ โดยก่อนหน้านั้นอริสพยายามขอวีซ่าเข้าประเทศพม่าเพื่อพบกับ อองซานซูจี เป็นครั้งสุดท้ายในช่วงที่เขากำลังป่วยหนัก แต่รัฐบาลทหารไม่อนุมัติวีซ่าให้ โดยอ้างว่าในประเทศพม่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยอย่างเขา ขณะเดียวกันรัฐบาลเผด็จการกลับพยายามผลักดัน อองซานซูจี ให้เดินทางออกนอกประเทศไปเยี่ยมเยียนผู้เป็นสามี แต่ ซูจี ซึ่งขณะนั้นกำลังพ้นโทษจากการถูกกักบริเวณ ไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เพราะวิตกว่าเธอจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางกลับมายังพม่าอีก
 
    วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ขณะที่ผู้รักสันติภาพทั่วโลกร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบหนึ่งร้อยปี ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมกับฉลองวาระครบสิบปีที่ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นางออง ซาน ซูจี ยังคงถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ในประเทศพม่า ไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองรางวัลเกียรติยศแห่งชีวิตพร้อมกับผู้ได้รับรางวัลคนอื่นๆ
 
    วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 จอห์น ยัตทอว์ ชายชาวอเมริกัน ได้ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบอินยาไปยังบ้านพักของออง ซาน ซูจีโดยไม่ได้รับเชิญ และถูกจับกุมเมื่อเขากลับออกมาในอีกสามวันให้หลัง เหตุการณ์นี้ทำให้ ซูจีถูกจับกุมในข้อหาละเมิดเงื่อนไขคำสั่งกักบริเวณแต่ในบ้านของเธอ เพราะผู้ที่ว่ายน้ำเข้ามา และวิงวอนว่าหมดแรง ได้รับอนุญาตให้อยู่ในบ้านของเธอเป็นเวลาสองวันก่อนที่เขาพยายามว่ายน้ำกลับ ภายหลังซูจีถูกนำตัวไปยังเรือนจำอินเส่ง ในบันทึกช่วยจำของเธอ ซูจีฉลองวันเกิดครบรอบ 64 ปีของเธอในเรือนจำ โดยแบ่งข้าวหมกกับเค้กช็อกโกแลตกินกับผู้คุมของเธอ
 
    การเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี มายังประเทศไทยของนางออง ซาน ซู จี เป็นความหวังของแรงงานพม่าในไทย 3 ล้านคนที่อยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ขณะที่เธอกล่าวให้กำลังใจชาวพม่าทุกคนให้สู้ต่อไป แรงงานชาวพม่าจำนวนมากที่รอต้อนรับนางซูจี ที่มหาชัย จ.สมุทรสาครถือป้ายมีข้อความว่าอยากกลับบ้าน ขณะที่เธอกล่าวว่าจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ก็คือ เพื่อรับทราบปัญหาว่าจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร "อย่าท้อแท้หรืออ่อนแอ ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้เสมอ" พร้อมกล่าวว่า วันนี้เธอจะให้สัญญาข้อหนึ่ง "ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเพื่อทุกคน"
 
(ข้อมูลจาก th.wikipedia.org และmatichon.co.th)
 

 

เทศนา ในวาระพิเศษ

อบรม สัมมนา บทความพิเศษ